สำหรับใครที่ดูหนังบ่อยๆหรือเป็นแฟนคอหนังต่างประเทศตัวยง คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักชื่อของสองพี่น้องโจเอล และ อีธาน โคเอน เป็นแน่
ด้วยความสามารถที่มีไม่ว่าจะเป็นการกำกับภาพยนตร์,โปรดิวเซอร์,ตัดต่อ,เขียนบท หรือแม้แต่กำกับภาพ
และด้วยผลงานที่มีให้ผู้ชมต่อเนื่องยาวนานมาตลอดยี่สิบปี ทำให้หนังของสองพี่น้องโคเอนต่างถูกยอมรับจากทั้งแฟนๆหนังและเวทีรางวัลมามากมาย
แต่นั่นไม่สำคัญเลยเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ได้ดูหนังของสองพี่น้องคู่นี้ด้วยตัวเอง
นี่เป็นหนังของพี่น้องโคเอนที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียน
ซึ่งหวังว่าใครที่เผลอเข้ามาอ่านอาจจะทำให้อยากดูขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย (ประโยคจบยังกะเขียนรายงานแน่ะ)
—————————————————————– >>
1. FARGO (1996) เจอร์รี่ (วิลเลี่ยม เฮช เมซี่) พนักงานขายรถในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง วางแผนจับเมียตัวเองเรียกค่าไถ่ จากพ่อตาผู้ร่ำรวย
แต่เรื่องกลับบานปลาย เมื่อการลักพาตัวใครสักคนมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเจ้าโจร ที่ดูเหมือนทำตัวฉลาด แต่สร้างปัญหาให้มากมาย
โดยจากเรื่องเล็กๆกลายเป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งยังมีนายอำเภอหญิงท้องแก่ ที่คอยสืบหาความเป็นมาของเรื่องทั้งหมดให้ยุ่งเหยิงอีลุงตุงนังเข้าไปอีก
เครดิต : หนังถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 7 รางวัล รวมถึง รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย
……
2. O Brother, Where Art Thou? (2000) เรื่องราวในหนังดัดแปลงมาจาก The Odyssey ของ โฮเมอร์ ว่าด้วยเรื่องราวของ เอเวอร์เร็ต ยูลิซีส แม็คกิล (จอร์จ คลูนี่ย์)
หนุ่มนักโทษชาวใต้ที่หว่านล้อมเพื่อนนักโทษอีกสองคนให้แหกคุกออกมาด้วยกันโดยอ้างเรื่องเงินก้อนโตที่ถูกซ่อนไว้เป็นตัวล่อ
ตลอดการเดินทางที่แสนยาวไกลและมากปัญหา ทั้งสามได้พบและพ่วงหนุ่มนักดนตรีบลูส์ผู้แร่ร่อน
ซึ่งได้ขายวิญญาณให้กับซาตานเพื่อแลกกับพรสวรรค์ของเขาไปด้วย รวมเป็นสี่หน่อ
ด้วยความต้องการที่จะได้เงิน ทำให้ทั้งสามเกลอจับพลัดจับผลูเข้าสู่สถานีวิทยุท้องถิ่นแห่งหนึ่ง
และบันทึกเพลงภายใต้ชื่อวง เดอะ ซ็อกกี้ บ็อท่อม บอยส์ นั่นเองที่ทำให้พวกเขาหลายเป็นดาวรุ่งเพียงฃั่วข้ามคืน
โดยที่ชาวมิสซิสซิปปี้ต่างค้นหาตัวจริงของเจ้าของเพลงอันใสซื่อวงนี้กันทั้งเมือง
เครดิต : แม้จะไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือกลับมาจากออสการ์ แต่ Ost. ของเรื่องเก๋ามากๆ หยิบมาฟังได้ไม่เบื่อ แถมหนังยังสนุกมากๆอีกต่างหาก
……
3. The Man Who Wasn’t There (2001) เหตุการณ์เริ่มขึ้นในเมืองเล็กๆ อันสงบชื่อซานตาโรซ่า รัฐแคลิฟอร์เนียช่วงปี 1949 หนังเล่าเรื่องผ่านตัวเอกชื่อ เอ็ด เครน (บิลลี่ บ็อบ ธอร์นตัน)
ช่างตัดผมผู้เงียบขรึม เขาทำงานในร้านตัดผมร่วมกับพี่เขย แฟรงค์ (ไมเคิล บาดาลุคโค) ซึ่งมีอุปนิสัยตรงข้ามกัน
ขณะที่แฟรงค์ชอบการสนทนาถกปัญหาต่างๆกับลูกค้า แต่เอ็ดซึ่งนอกจากจะไม่ค่อยพูดแล้ว เขายังไม่ค่อยทำอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากการตัดผม
ชีวิตของเขาราบเรียบไร้สีสัน ทุกย่างก้าวของเขาปราศจากอารมณ์ คล้ายคนที่กำลังเดินละเมอผ่านชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จิตวิญญาณ
คืนหนึ่ง เอ็ดกับ ดอริส (ฟรานเชส แม็คดอร์มานด์) ภรรยาของเขา ซึ่งทำงานเป็นเสมียนบัญชี ให้กับห้างสรรพสินค้าประจำเมือง
ได้เชิญเจ้านายของเธอ เดฟ (เจมส์ แกนดอลฟินี่) และภรรยามาร่วมทางอาหารค่ำ ดอริสกับเดฟพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
ทำให้เอ็ดเริ่มสงสัยว่า บางทีภรรยาของเขาอาจกำลังมีชู้
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาตอบโต้ของเอ็ด ณ ตอนนั้น คือการนิ่งเฉย และมองไปที่คนทั้งคู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
แต่แล้ว ชีวิตราบเรียบของเอ็ดก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อชายแปลกหน้าช่างพูดชื่อ คริกตัน ทอลลิเวอร์ (จอน โพลิโต้)เดินเข้ามาใช้บริการในร้านตัดผม
และพูดพล่ามเกี่ยวกับธุรกิจร้านซักแห้ง ซึ่งมีลู่ทางดีสำหรับการลงทุน และแน่นอนว่าจะสร้างกำไรได้มหาศาล
แต่ทว่าคลิกตันยังขาดหุ้นส่วนกับเงินลงทุนอีก 10,000 ดอลล่าร์ เอ็ดเสนอตัวกับทอลลิเวอร์ว่า เขาสามารถหาเงินจำนวนนั้นได้ภายในเวลาอันสั้น
ทางลัดของเอ็ดคือ การส่งโน๊ตลึกลับไปแบล็คเมล์เดฟ เพื่อเรียกร้องเงิน 10,000 ดอลล่าร์ ซึ่งเดฟก็รู้ดีว่า หากข่าวชู้สาวแพร่กระจายออกไป
ย่อมส่งผลต่อหน้าที่การงานและชีวิตสมรส ด้วยเหตุนี้เขาจึงยอมจ่าย แต่แล้วเหตุการณ์ก็ผลิกผันนำไปสู่ความรุนแรงที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
เดฟเสียชีวิต ทำให้ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง และกลับกลายเป็นว่า ดอริสกลายเป็นผู้ต้องสงสัย
เพราะมีหลักฐานว่า ทั้งผู้ตายและดอริสร่วมมือกันโกงบัญชีของห้างสรรพสินค้า
เอ็ดกลัวภรรยาจะถูกตัดสินประหารชีวิต จึงต้องจ้างทนายฝีมือดีมาว่าความให้
กระนั้นการณ์ต่างๆ ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ ..มีคนตายเพิ่มขึ้น ..มีอุบัติเหตุร้ายแรง ..มีโศกนาฏกรรม
เครดิต : หนังเท่มาก โดยเฉพาะตอนดูเป็นเวอร์ชั่นขาวดำ (อันนี้มันคอมเม้นท์เจ้าของเอ็นทรี่นี่หว่า -,- " )
…….
4. No Country for Old Men (2007) เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อลูเวลลิน มอสส์ (จอช โบรลิน) ออกไปล่าสัตว์ในพื้นที่รกร้างของรัฐเทกซัส
แต่เขากลับพบกลุ่มรถปิคอัพในพื้นที่ห่างไกลที่เกลื่อนไปด้วยศพ โดยมีเฮโรอีนและเงินสดจำนวน 2 ล้านดอลล่าร์วางอยู่หลังรถ
ด้วยความโลภมอสส์ฉวยเอาเงินไป และกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
แต่แล้วกลางดึก ด้วยจิตสำนึกด้านดีของเขา ทำให้เขาย้อนกลับไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยชีวิตคนที่ยังรอดตายอยู่
เคราะห์ร้ายที่กลุ่มองค์กรเจ้าของเงินกลับมาที่เกิดเหตุเพื่อทวงของคืน ทางองค์กรจึงส่งชิเกอร์ (ฮาเวียร์ บาร์เด็ม) มือสังหารโรคจิตสุดโหด
ที่ฆ่าคนได้เพียงทายหัวก้อยผิด การไล่ล่าสุดระทึกนอกกฎหมายจึงเกิดขึ้น
โดยที่นายอำเภอประจำเมือง (ทอมมี่ ลี โจนส์) ผู้พิทักษ์กฎหมายที่แม้จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำเสมอ
แต่เขากลับไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์นี้ได้ทันท่วงทีแม้สักครั้ง
เพราะ(บ้าน)เมืองนี้ ..ไม่มีที่สำหรับคน (เก่า)แก่ อีกต่อไปแล้ว
ส่วนตัว : หนังทำได้ดีมาก พี่น้องโคเอนเล่นกับผู้ชมโดยการทำลายความคาดหวัง (ในการเห็นฉากต่อไปและผลลัพท์บางอย่าง) ซะยับเยิน
โดนเฉพาะตอนจบที่ทำให้อึ้งกิมกี่ และคาราวะในฝีมือของสองพี่น้องผู้นี้มากขึ้นไปอีกหลายเท่า
เครดิต : หนังได้รางวัล ผู้กำกับยอดเยี่ยม,ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ภาพยนตร์สร้างมาจากนวนิยายยอดเยี่ยม
และนักแสดงบทสมทบยอดเยี่ยม จากเวทีออสการ์
……
5. A Serious Man (2009) เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ผู้แสวงหาทางออกของชีวิตในยุคที่เสียงเพลงของวงเจฟเฟอร์สัน แอร์เพลนดังกระหึ่มอยู่ในวิทยุ
และภาพยนตร์ชุด F-Troop ยังคงออกอากาศทางโทรทัศน์ นั่นคือปี ค.ศ. 1967
แลร์รี่ จ็อพนิค (ไมเคิล สทูห์ลบาร์ก) ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยมิดเวสเทิร์นอันเงียบสงบ
เพิ่งรู้จากปากของภรรยา จูดิธ (ซารี เลนนิค) ว่าเธอกำลังจะทิ้งเขาไปหาชายคนใหม่ ซาย เอเบิลแมน (เฟรด เมลาเมด)
ผู้ที่ดูเหมือนจะมีอนาคตที่มั่งคั่งมั่นคงกว่าตัวเขา แต่นี่ยังไม่ใช่ปัญหาเดียวที่แลร์รี่ต้องเผชิญ เมื่อรอบกายเขายังมีอา เธอร์ (ริชาร์ด ไคนด์)
พี่ชายถังแตกผู้เอาแต่นอนแกร่วอยู่บนเก้าอี้นวม, แดนนี่ (แอรอน วูล์ฟ) ลูกชายจอมขี้เกียจผู้มีปัญหาเรื่องระเบียบวินัยที่โรงเรียน
และซาราห์ (เจสสิกา แมคมานุส) ลูกสาวผู้ชอบฉกเงินจากกระเป๋าสตางค์ของพ่อ
ระหว่างที่จูดิธและซายกำลังสุขสำราญ กับชีวิตส่วนตัวของพวก เขา อาเธอร์ก็กลายมาเป็นภาระหนักอก ของแลร์รี่มากขึ้นๆ ทุกวัน
หนำซ้ำยังมีมือดีส่งบัตรสนเท่ห์ มาโจมตีเรื่องการทำงานของเขาในมหาวิทยาลัย รวมถึงการที่นักศึกษาคนหนึ่งพยายามติดสินบนเขาเพื่อให้สอบผ่าน
แค่นี้ยังไม่พอ แลร์รี่ยังต้องทนทรมาน กับการที่สาวสวยข้างบ้านมานอนเปลือยกายอาบแดดให้เขาเห็นเป็นประจำ
เมื่อปัญหาต่างๆ รุมเร้ารุนแรงมากขึ้
นทุกขณะ แลร์รี่ต้อง รีบรุดไป ขอคำแนะนำจากแร็บไบสามท่าน ผู้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
แต่ใครเล่าจะช่วยรักษาอาการป่วยใจของแลร์รี่ และทำให้เขาหลุดพ้นจากการเป็น ‘ผู้ชายอมทุกข์คนหนึ่ง’ ได้
เครดิต : หนังเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2010
…….
และปิดท้ายกันด้วย Logorama แอนิเมชั่นเจ๋ง เพลงเพราะและไอเดียดีสุดๆ
เจ้าของรางวัล best animated shorted film จากออสการ์
– — จัดไปเลย 2 ตอน ตั้งแต่ต้นจนจบ — –
:: Logorama ::
VIDEO
VIDEO
————————————————————————————————
อ้างอิง :
*ปล. เพื่อนคนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่าตัวเองเป็นเหมือนกับ Old Men
ผู้เขียนเองก็อยากบอกกับเพื่อนคนนั้นว่า ผู้เขียนรักเพื่อนคนนั้นเพราะเขาเป็น "Old Men" นี่แหละ