“1. รถติด.
หลังของคุณแนบนิ่งอยู่กับเบาะหนังสีครีม
เท้ายังคงค้างเติ่งอยู่บนแป้นเบรกและคันเร่ง
หน้าปัดดิจิตอลแสดงผลว่าเป็นเกียร์ว่าง
และเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้วที่คุณติดอยู่บนท้องถนน

คุณทอดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ
รถยนต์หลายคันทอดตัวเรียงรายเหยียดยาวจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
ทุกคันต่างหยุดนิ่งให้กับอะไรสักอย่างที่ไม่มีแม้โอกาสให้ล่วงรู้
ร่วมชะตากรรมแห่งการรอคอยอันหาจุดจบไม่ได้อยู่บนถนนเส้นเดียวกัน

เสียงเพลงเดิมๆ ดังวนเวียนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มันเปล่งร้องต่อเนื่องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“แสงจันทร์” ขอบเบโธเฟ่นคลืบคลานเนิบช้าครอบคลุมไปทั่วทั้งรถ
คล้ายเพลงบรรเลงประกอบความไม่ไหวติงของท้องถนนอย่างน่าเย้ยหยัน

2. ฝนตก.
ฝนเม็ดแรกร่วงลงบนส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
เกิดเสียงกระทบเล็กๆขึ้นก่อนที่จะกลายเป็นเสียงระรัวจากกองทัพฝนกลุ่มก้อนใหญ่
มันดึงความคิดคุณให้ออกจากท้องถนน  ผู้คน
และเชฟโรเล็ตรุ่นล่าสุดที่จอดนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้า
ลากห้วงคิดอันกระจัดกระจายของคุณให้กลับมามีระเบียบอยู่ภายใต้หลังคารถสีเทา

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว
แสงไฟสีส้มสาดส่องแทนที่แสงอาทิตย์ที่ถูกเฆมบังจนกลายเป็นสีดำสลัว
กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนท้องถนนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจัดการกับตัวเองได้
คุณจึงใช้มือซ้ายสอดซีดีแผ่นใหม่เข้าไปในช่องเล่นเครื่องเสียง
เพลงบทใหม่เริ่มขับขานพร้อมไปกับรถที่ค่อยๆเคลื่อน

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณรู้สึกว่าฝนตกไม่ใช่เรื่องที่น่าขัดใจนัก
เสียงฝนสอดรับท่วงทำนองทุ้มต่ำของเพลงในรถ
กลายเป็นทำนองที่เสนาะหูแสนประหลาด
คุณเคลิ้บเคลิ้มและปลดปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับแสงไฟ เสียงเพลงและสายฝน
แล้วจู่ๆคุณก็คิดถึงการเล่นเปียนโน  โน้ตเพลงบางเพลง  และเธอ..

3. ลืมเลือน.
นานมาแล้วที่เธอเคยยืนรอคุณอยู่ตรงหน้าประตูยามที่คุณมาถึง
เธอแย้มยิ้มขณะที่คุณเดินเข้ามากอด พร้อมกับเ่อ่ยคำต้อนรับกลับบ้าน
คุณวูบไหวกับอิริยาบถของเธอที่่ทำให้คุณหลงไหล และพร่ำบอกเธอว่ารัก
คุณรู้สึกว่าอยากจะจับมือเธอไว้อย่างนี้ สัญญากับเธอ ว่าจะมีกันจากนี้และตลอดไป

แล้วคุณก็ถอนหายใจ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดที่วันเช่นนั้นไม่ได้หวนกลับมาอีก
เนิ่นนานเท่าไรที่ความวาบหวาม ร้อนรุ่ม ตื้นตัน
กลายเป็นเพียงความเฉยเมยเยียบเย็น
คุณไม่รู้หรืออาจลืมไปแล้วว่าแท้ที่จริงความรักเป็นสิ่งที่มีไว้ใช้
ไว้สื่้อให้ผู้รับได้เห็น ไว้แสดงออกกับใครคนหนึ่ง คนนั้น

คุณค่อยๆถอดรองเท้าเปื้อนคราบฝน  วางไว้ที่เดิมอย่างคุ้นชิน
ไฟทุกดวงในบ้านต่างขดตัวหลับสบายอยู่ภายใต้ความมืดมิด
คุณไล่กดเปิดมันทีละดวง  ปลุกให้มันตื่นอย่างไม่ใยดี
ก่อนทิ้งตัวไร้เรี่ยวแรงลงบนโซฟาหนานุ่ม

ทุกๆอย่างเงียบงัน
ความว่างเปล่าอ้าแขนต้อนรับคุณ
และคุณก็โอบรัดมันกลับด้วยความเดียวดาย”

“คุณไม่เคยไปเที่ยวงานฟูลมูนมาก่อน
กระทั่งตอนรับปากเพื่อนสนิทว่าจะไปด้วยกันคุณก็ยังรู้สึกว่าไม่อยากไป
แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังได้มายืนอยูที่นี่
งานฟูลมูนที่คุณคิดว่าแทบจะไม่มีอะไรทำให้คุณประหลาดใจ
ไม่ว่าจะเป็นผู้คนมากมายแออัด  เสียงเพลงดังกระหึ่ม
แสงไฟวูบวาบ  กลิ่นเหงื่อ  กลิ่นลมหายใจของฝูงชนอันร้อนผ่าว
และผิวสัมผัสเบียดเสียดกับเหล่านานาอาคันตุกะ

ดูเหมือนแสงจันทร์ไม่เพียงแต่จะดึงดูดหมู่มวลน้ำให้ชูคอลอยล้นริมขอบหาด
แต่มันยังดึงดูดผู้คนมากหน้าหลายตาให้มารวมตัวกันได้อย่างพร้อมเพรียง
และผู้คนก็ดึงดูดกันเอง   ดึงดูดเสียงเพลงกับแสงไฟ
และเสียงเพลงกับแสงไฟก็ดึงดูดพวกเขาอีกทอด  ..ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คุณไม่ได้ปล่อยตัวคล้อยตามเสียงเพลงและแสงไฟที่สาดส่องส่งรับกันเป็นจังหวะ
หากแต่ปลีกตัวออกมาอยู่รอบนอก คล้ายดาวเคราะห์ไร้สังกัดหลุดวงโคจร
ยิ่งเดินออกมาไกลเท่าไร  ผู้คน เสียงเพลง แสงไฟ ก็ยิ่งเบาบางลง
ตรงข้ามกับเสียงคลื่นและแสงจันทร์ที่ฉายชัดมากขึ้นทุกที

และแล้วคุณก็ทิ้งตัวเดียวดายลงบนชายหาด
ที่เต็มไปด้วยประชากรเม็ดทรายเล็กระยิบ
คุณปล่อยอารมณ์ทอดสายตามองไกลไปยังเบื้องหน้าที่ว่างเปล่า
เวลาแผ่วผ่าน เสียงคลื่นกระทบฝั่งทำให้คุณตั้งใจฟังอย่างไม่รู้ตัว

ณ วินาทีนั้น  ใครคนหนึ่งได้นั่งลงข้างๆคุณ
ผู้มาเยือนที่จู่ๆก็ปรากฏกายคล้ายความฝันที่สามารถจับต้อง
กลับกลายเป็นเพื่อนพูดคุยผ่อนคลาย
ในโลกที่ไร้ซึ่งกำแพงแห่งความมักคุ้นมาโอบล้อม
ขณะนั้นเองที่คุณต่างเผยความเป็นตัวตนของกันและกัน
ในฐานะคนแปลกหน้าอย่างเท่าเทียม
และรู้สึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้คุณได้มาพานพบ
.
.
.
บางครั้งเราก็เข้ามาอยู่ในวงโคจรเดียวกันด้วยวิธีที่แสนวิเศษ
พรหมลิขิต
บุพเพสันนิวาส
ความบังเอิญ
โชคชะตา
ฯลฯ

แต่การที่เราเจอกันวันนี้จะหมายถึงการที่เราจะได้เจอกันทุกวันตลอดไปหรือเปล่า?

ไม่มีใครรู้เลย..”

“เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไรกันแน่นะ
คุณแอบมองฉัน หรือว่าฉันแอบมองคุณก่อน
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ทุกวันนี้เราต่างแอบมองกันและกัน

การแอบมองนั้นวิเศษยิ่งนัก
มันทำให้ฉันมีคนพิเศษเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนบนโลก

ฉันรู้ว่าคุณเชียร์ฟุตบอลทีมอะไร
ฉันรู้ว่าคุณมีเสียงหัวเราะแบบไหน
ฉันรู้ว่าคุณชอบเดินกับใคร
ฉันรู้ทั้งๆที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องรู้
ทุกอย่างมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ
เมื่อสายตาฉันได้จับจ้องไปที่คุณ

คุณรู้ว่าฉันชอบใส่เสื้อสีอะไร
คุณรู้ว่าฉันชอบนั่งทำงานตรงโต๊ะทำงานตัวไหน
และคุณก็รู้ว่าฉันไปกินข้าวกลางวันกับใคร
ทุกอย่างที่คุณรู้  นั่นเพียงเพราะแค่คุณชำเลืองมองมา

คุณรู้ไหมว่าการได้แอบมองคุณอยู่ทุกวัน
เป็นเหมือนการปลดปล่อยความคิดของฉันให้ลอยไปไกล
ฉันเคยนึกว่าต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกหรือไม่
คำตอบก็คือฉันย่อมพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้แล้ว

แล้วคุณล่ะ
เพียงพอไหม
ที่เราได้แอบมองกันอยู่ทุกวันแบบนี้? “

มีเรื่องหลายเรื่องที่อยากจะเขียนลงบล็อก

จะเรียกว่าเป็นอาการคันไม้คันมือหรือว่าคันปากหรืออย่างไรก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของตัวเองในโรงเรียนกวดวิชา
เรื่องของคนที่ชอบแอบมอง
เรื่องของเอย์จิที่โตเป็นหนุ่มแล้ว

และ.. และ.. และ..
และอะไรต่อมิอะไรที่อยากจะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสือ

แต่จนแล้วจนรอดทุกๆอย่างกลับเป็นเพียงแค่ความคิด
การเรียบเรียงให้สละสลวยนั้นยากยิ่งกว่าการพ่นคำมากมายอยู่ในสมอง
สุดท้ายจึงทำได้แค่อ่านงานของเพื่อนคนอื่นๆ
และหมกหมุ่นอยู่กับการเปลี่ยนธีมให้บล็อกของตัวเองเท่านั้น
(ซึ่งเบียดเบียนเวลาเป็นอย่างมาก)

การใช้ชีวิตอยู่โดยที่ไม่มีเป้าหมายอะไรเลย
จึงถือว่าเป็นเป้าหมายใหม่(แบบแกนๆ)ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
วันหนึ่งชีวิตเหมือนถูกตั้งโปรแกรมอัตโนมัติเอาไว้แล้วว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
ตื่นเช้า   ทำงาน   เลิกงาน  สอนพิเศษ
ส่วนเวลาที่เหลือก็เผื่อแผ่ไว้สำหรับการอ่านและดูการ์ตูน
และหลังจากที่ใช้ชีวิตแบบนี้ไปได้สักระยะเวลาหนึ่ง
สิ่งที่ได้กลับมาจึงมีเพียงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและสิวเรื้อรังสามเม็ด
ที่โผล่มาจากการเล่นเกม

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าการมีชีวิตธรรมดาสามัญแบบนี้
เป็นเรื่องที่น่าสงสารหรือเป็นเรื่องผิดพลาด
ฉันไม่ได้บอกว่าการอยู่อย่างสงบสุขและราบเรียบ
จะทำให้ลมหายใจของเราเหม็นหืนไปกว่ามนุษย์ผู้ทรงคุณค่าคนอื่นๆ

กลับกัน ..ฉันว่าคนธรรมดาเหล่านี้
ยังลดปริมาณการเบียดเสียดแย่งชิงพื้นที่ความฝัน
และผู้ที่ชอบตามหาความหมาย(?) ลงไปมากเสียอีกด้วย
เพียงแต่ว่า เมื่อเวลามันผ่านเลยไปมากมายขนาดนั้นแล้ว
หากเมื่อมองย้อนกลับไป พวกเขา(หรือฉัน ที่ใช้ชีวิตธรรมดาสามัญ)
จะไม่เสียดายว่าได้ผ่านเลยอะไรมาบ้าง

และจุดหนึ่งก็จะทำตัวเป็นพวกเดียวผู้ที่ชอบตามหาความหมาย(ห่าเหว)
ที่ส่วนมากได้แต่นั่งโทษวิถีชีวิตธรรมดาสามัญ
ว่าเป็นตัวฉกความปรารถนาของตนไปจากอ้อมอก
และได้สร้างค่านิยมว่าการค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริง
เราต้องลาออกจากงาน ต้องเดินทางขึ้นเขาลงห้วย
มุดน้ำดำดิน หรือทำตัวเป็นปลาทวนกระแส

วันหนึ่งขณะที่ฉันหยิบสมุดบันทึกของตัวเองขึ้นมาอ่าน
และพบแต่ความกลวงโบ๋ในตารางเวลาที่แน่นเอี้ยดนั้นแล้ว
สิ่งที่ฉันคิดได้และลงมือทำทันทีก็คือการโทรไปขอโทษกับตาล
ถึงสิ่งแย่ๆที่ฉันทำ (ดูการ์ตูนและเล่นเกมหลังเลิกงานมากเกินไป)
และพาตัวเองเข้าไปนอนในห้องแม่
หอมแก้มท่านฟอดใหญ่ๆ  ก่อนจะกอดแม่แน่นๆอีกรอบ

“รีบไปนอนซะนะลูก พรุ่งนี้จะได้ตื่นไปทำงานแต่เช้า”
“อีกพักน่า”
“แม่ง่วงแล้วล่ะ  หนูรีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้แม่จะได้ตื่นมาทำกับข้าวอร่อยๆให้กินไง”

ฉันเดินตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง
ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่เวลาประจำคือ 05.30 am

ก่อนล้มตัวลงนอนพร้อมกับประโยคหนึ่งที่ดังอยู่ในใจ

- – ชีวิต ก็คือ  ผู้คน – -

ความสุขและความหมายของมันก็คือผู้คน..

..
...
มันเป็นช่วงเย็นของฤดูหนาว
พ่อพูดขึ้นหลังจากจัดการกับอาหารมื้อเย็นว่า
ถ้าหากถนนเส้นนี้สร้างเสร็จ ความเจริญจะครอบคลุมที่นี่
จนทำให้อะไรหลายอย่างไม่เหมือนเดิมอีก
ตอนนั้นเราไ่ม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของพ่อมากนัก
เป็นไปได้ว่าเรายังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลง
และหนทางข้างหน้าของเราในตอนนั้นก็มีเพียงแค่การตื่นเ้ช้า
และได้ไปโรงเรียน

จนเมื่อกระทั่งเย็นวันหนึ่งของช่วงต้นฤดูร้อน
ป่าอีกด้านของถนนลาดยางสีเทาแคบๆเส้นเดิม
ถูกไล่ต้นด้วยรถคันใหญ่เท่าไดโนเสาร์
เจ้าเครื่องจักรแสนมหัศจรรย์ใช้กำลังกวาดเกณฑ์ประชากรต้นไ้ม้
ให้ไปอยู่รวมกันอย่างไม่เต็มใจ
ดินเดิมสีเทาถูกแทนที่ด้วยดินลูกรังสีแดงซึ่งถูกกดไถเรียบราบ
ด้วยรถที่หน้าตาคล้ายมีแยมโรลเหล็กยักษ์ใหญ่อยู่ด้านหน้า
ในเวลาไม่นาน.. ถนนเส้นใหม่ก็เกิดขึ้น  

เราขี่จักรยานบนถนนเส้นใหม่กันอย่างสนุกสนาน
พื้นผิวที่เรียบไร้ร่องรอยของมันทำให้เราเพิ่มความเร็วของจักรยาน
ได้มากเท่าที่จะมากได้
จนในที่สุด
ถนนเส้นใหม่ก็กลายเป็นสนามแข่งย่อยของเด็กอย่างพวกเรา
เดือดร้อนถึงครูที่โรงเรียนซึ่งกลัวนักเรียนจะโดนรถชน
เลยออกกฎว่าใครขี่จักรยานแข่งกันอีกจะถูกตีหน้าเสาธง
กิจกรรมนี้เลยงดไปชั่วคราว

ถัดจากนั้นไปอีกหลายเดือน
คนในหมู่บ้านเริ่มพูดถึงเรื่องน้ำป่าที่จะไหลมาจากปราจีนบุรี
บางคนให้ความเห็นว่าเป็นเพราะป่าได้ถูกถางออกไปเพื่อทำถนน
จึงไม่มีที่ไว้กักกั้นน้ำอีก
หลายครอบครัวเตรียมจัดเก็บของทุกอย่างเท่าที่จะเก็บได้
ขึ้นไปไว้บนที่สูง
บ้านสวนของเราเป็นบ้านชั้นเดียว
แม่และคนงานอีกจำนวนหนึ่ง
จึงดัดแปลงนั่งร้านขึ้นมาั่ชั่วคราวเพื่อเป็นที่เก็บของและใช้นอนหลับ
เป็นครั้งแรกที่ได้นอนติดหลังคาขนาดนั้น..
เราอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า เราคงได้ยินเสียงจิ้งจกร้องดังกว่าทุกคืนเป็นแน่

น้ำได้พัดพาหลายสิ่งหลายอย่างให้จากไป
ไม่ว่าจะเป็นปลาที่เลี้ยงอยู่ในสวนของลุงชุ
กุ้งกุลาดำของอาฟ้า  แตงโมในสวนของที่บ้าน
คอกม้าที่ทำขึ้นจากไม้สนท้ายสวน
และแม้กระทั่งวิญญาณของย่าใหญ่
ที่ถูกสายน้ำพัดพาไปอย่างไม่มีวันกลับ

เข้าสู่สัปดาห์ที่สองที่น้ำป่าได้เข้ามายึดพื้นที่ในหมู่บ้าน
และบริเวณรอบๆให้ดูคล้ายกับทะเลสาปผืนใหญ่
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พวกเราเอาร่างของย่าใหญ่ใส่โรงไม้สีขาวครีม
ยกขึ้นบ่า และเดินฝ่ากระแสน้ำเพื่อเอาร่างของบ่าไปไว้ที่วัด

ถึงอย่างนั้น  น้ำท่วมก็เป็นอะไรที่สนุกที่สุด
เราได้เล่นน้ำกันแทบจะตลอดเวลาที่มีโอกาส
ได้เอาลูกมะพร้าวแห้งมาทำเป็นห่วงยาง
ได้ค้นคิดเกมใหม่ๆที่จะเอาไว้เล่นกันในน้ำ
และที่สำคัญ
มันทำให้เราไม่ต้องไปโรงเรียนในช่วงที่น้ำยังคงเ่อ่อล้นเหนือพื้นดิน

สองเดือนให้ลัง  น้ำค่อยๆเหือดแห้งลงในที่สุด
ถนนกลับมาเป็นถนนอีกครั้ง  แต่หลายอย่างก็ไม่ได้กลับมา
นั่นหมายรวมถึงจิตวิญญาณบางอย่างด้วย
หลายครอบครัวอยู่ในอาการซึมเศร้า
หากแต่เรากลับไม่ค่อยรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์นี้เท่าไรนัก
อาจเป็นไปได้ว่าเด็กจะมีภูิมิคุ้มกันบางอย่าง
ที่คอยให้สมองไม่สามารถประมวลความเจ็บปวดแบบที่ผู้ใหญ่รับรู้ได้

ถนนเส้นใหม่เริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง
คราวนี้มันนำพารถบรรทุกคันใหญ่เข้ามาในหมู่บ้าน
คนงานนับสิบลงมาจากรถบรรทุกคันนั้น
และจัดการกับทุ่งหญ้าอันเตียนโล่งที่อยู่ติดกับบ้านเรา
ด้วยจอบ เสียม และเครื่องตัดหญ้า
ผ่านไปสองเดือน สิ่งก่อสร้างที่เรียกว่าโรงงานค่อยๆก่อตัวขึ้น
ทีละเล็กทีละน้อยจนเป็นรูปร่าง
พ่อบอกว่ามันจะกลายเป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้

หน้าฝนคลืบคลานเข้ามาอีกหน
เราชอบเสียงฝนเม็ดแรกๆ เริ่มร่วงหล่นลงสู่พื้น
ย่าเล็กเตรียมชุดกันฝนให้เรากับน้องคนละชุด
เพื่อเตรียมปฎิบัติการล่า "ปลาแถก"  ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆฤดูฝน
ส่วนใหญ่จะเป็นปลาหมอตามท้องไร่ท้องนาที่ต้องการย้ายถิ่น
เพื่อผสมพันธุ์

ฤดูหนาวและฤดูร้อนเคลื่อนตัวเข้ามาทักทาย
คราวนี้มันพาเอาทั้งฝุ่นและรำข้าวที่ได้จากการผสมอาหารไ่ก่ของฟาร์มไก่
และแมลงพาหะเข้ามาถึงในบ้านด้วย
ฝุ่นผงทั้งหลายพร้อมใจทิ้งตัวลงบนทุกที่เท่าที่มันจะทำได้
ไม่ว่าจะเป็นตู้โชว์เก่าแก่ของย่าเล็ก  หลังโทรทัศน์
หรือแม้แต่กล่องไว้โอลินของพ่อ
ส่วนแมลงพาหะก็พากันทิ้งมูลและไข่ของมันลงบนผิวมันวาวของใบไม้
ราวกับศัตรูที่คอยทิ้งระเบิดอย่างเกมในเครื่องเล่นแฟมมิลี่
ลุงชุดูจะเป็นคนที่หงุดหงิดมากที่สุด
เขาถึงกับตะโกนอย่างอารมณ์เสียเมื่อเหล่าแมลงวันทองและแมลงหวี่
กัดกินมะม่วงน้ำดอกไม้ที่เขาปลูกไ้ว้

ถึงอย่างนั้นเราก็ยังคงใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมกันอย่างคุ้มค่าเหมือนเดิม
ทั้งเล่นว่าว  แข่งกระโดดโคลนลึก  เล่นน้ำในคลอง
เล่นซ่อนหา  ไล่จับบนต้นไม้  หรือเดินสำรวจป่าสน
กระทั่งเพื่อนเล่นที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัีนเริ่มลดน้อยลง
จนเหลือเพียงเรากับน้องชาย

สำหรับบางคน
สิ่งละอันพันละน้อยที่ค่อยๆ้เข้ามาในชีวิตของพวกเขา
อาจเลือนรางและเล็กจ้อยราวกับฝุ่นละอองที่มองไม่เห็น 
และอนุึมานเอาว่าชีวิตที่ผ่านไปหาได้เจอกันความเปลี่ยนแปลงอันใดไม่
กระนั้น  สิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้เองที่กลับเปลี่ยนแปลงทุกๆอย่าง
ได้มากมายเกินกว่าที่จะจินตนาการ
ครั้งสุดท้ายที่มีโอกาสได้ขี่เจ้าหมอกวิ่งรอบหมู่บ้าน
ดูเหมือนกับพื้นเที่เขียวขจีโดยรอบที่เคยเป็นเหมือนเส้นขอบโลก
ที่โอบล้อมเราทั้งหมด ได้ผิดแผกไปราวกับเป็นโลกใบใหม่เสียแล้ว
ดินสีจางถูกทดแทนด้วยพื้นปูนสีซีด 
ป่าถูกทดแทนด้วยบ้านเรือนของผู้คนแปลกหน้า
ที่ที่วัว ควาย หรือแม้แต่เจ้าหมอกเคยวิ่งเล่น
เปลี่ยนเป็นถนนลาดยางเทาทะมึน
สิ่งใหม่ๆกำลังเดินหน้าเข้ามา

ครอบครัวเรากลายเป็นครอบครัวท้ายๆที่ย้ายออกจากที่นี่
ในทีแรก  ทุกคนต่างกลัวที่จะเยื้องย่างออกไปสู่ถนนชีวิตเส้นใหม่
ทว่าเมื่อทำใจได้  ทุกคนต่างก็หาช่องทางให้ชีวิตของตัวเองได้ในที่สุด
ทุกชีวิตต่างมีหนทางที่จะเดินเป็นของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางชีวิตของพ่อ   เส้นทางของแม่
เส้นทางของคนงานที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน
เส้นทางของเจ้าหมอก  หรือแม้กระทั่งเส้นทางชีวิตของตัวเรา

"ไปเหอะ แม่ให้คนขับรถที่บ้านใหญ่มารับแล้ว" 
เราบอกน้องที่ยังคงนั่งกอดเข่าเงียบๆอยู่หลังบ้าน
"ไปก่อนเลย  เดี๋ยวเค้าโทรให้พ่อมารับเอง"
น้องบอกก่อนใช้มือกวาดดินสีเทาจางๆใส่ขวดแก้ว
"อ้าวจะไปค้างกับพ่อหรอกเหรอ  งั้นเค้าไปก่อนนะ
พรุ่งนี้ต้องเดินทางอีกยังไม่ได้เก็บอะไรเลย"
"อื้อ.. เดินทางดีๆ"
"อื้อ.."

เราเดินไปที่รถก่อนหันกลับมามองที่แห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย
ที่ที่ครั้งนึงพวกเราเคยได้ใช้เวลาร่วมกัน..
“จำไว้นะว่าพวกมันน่ะเลวมาก!
พวกมันเป็นพวกทำลายชาติ 
@#@!#$@!$!@
!#@$#@%@#%
…..
 ฯลฯ”
1.  นี่เป็นถ้อยคำบางส่วนที่ทำให้ข้าหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าห้องเรียนหมายเลขสามเป็นเวลานานในช่วงของบ่ายวันนี้
เสียงคุณครูสอนวิชาภาษาไทยดังก้องทะลุประตูไม้อัดจนคนนอกอย่างข้าสามารถจับถ้อยคำได้ทุกประโยค
และแน่นอน .. มันเป็นถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาด้วยอารมณ์  โทสะ  ความเกลียดชังและเต็มไปด้วยอคติ อย่างล้นหลาม
2.  มีเสียงของเด็กๆ แทรกมาเป็นระยะ
บ้างให้ความเห็นต่อทัศนคติของคุณครูผู้สอนเป็นฉากๆตามคำบอกเล่าของผู้ปกครอง
และบ้างก็โต้แย้งในส่วนที่ตัวเองถูกปลูกฝังความคิดมาอีกแบบหนึ่ง (ฝ่ายนี้จะโดนโห่)
แต่ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขาช่างไร้เดียงสาและอยากรู้อยากเห็นกับเรื่องราวที่ผ่านออกมาจากปากของคุณครูผู้บอกเล่า
3.  ข้าเดินออกมานั่งที่โต๊ะทำงาน  รู้สึกหดหู่เต็มพิกัด
ถึงแม้อาชีพ -ติวเตอร์- อย่างพวกข้าจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็น “แม่พิพม์ของชาติ”
เพราะบางครั้ง  ข้าอดรู้สึกลึกๆไม่ได้ว่าเรามันก็หากินกับเด็กๆ โดยใช้ความอ่อนด้อยทางระบบการศึกษาในประเทศบ้าๆนี่เป็นเครื่องมือ
แต่พวกเราก็เป็นคนมอบวิชาความรู้ให้แก่เด็ก  พวกเรายืนอยู่หน้าห้อง  ให้เด็กนับสิบ นับร้อย นั่งฟัง
พวกเรา   …  เป็นคน ที่ถูกเด็กๆ เรียกว่า ครู
แล้วหน้าที่ของครูล่ะคืออะไร?
4.  หมดคาบ  เด็กสองสามคนวิ่งมาหาข้า
หน้าตาของเจ้าพวกนี้ดูเศร้าๆ
ไม่ทันไร  เพื่อนนักเรียนอีกสองสามคนก็วิ่งตามมา  พร้อมกับรุมกล่าวหาว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นพวกของคนเลว
ข้าเข้าไปห้าม  บอกไม่มีใครดี  ใครเลว   เราจะรู้ได้อย่างไร?
5.  “สังคมบ้านเรามันทำร้ายกันเอง”  พ่อโจ้เคยพูดกับข้าไว้แบบนี้
–  จริง  –   จะทำร้ายโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
แต่เราก็ได้ลงมือคนละนิดคนละหน่อยเพื่อปลูกฝังสังคมให้มันเป็นแบบนี้ไปแล้ว
6.  บ่ายสามโมงกว่าๆ  ข้าดักรอเจออาจารย์ภาษาไทยท่านนั้น
ในฐานะที่ข้าเป็นคนดูแลอาจารย์พวกนี้อีกที
ข้าบอกกับตัวเองว่าข้าขอใช้สิทธิ์ที่ข้าไม่อยากจะใช้เลย นั่นก็คือการตักเตือน
” –อะไรดี  อะไรงาม  เราชี้แนะให้เค้าฟังให้เค้าเห็นได้จากคำพูดและการกระทำของเรา  แต่เราไม่ควรไปบังคับให้เค้าเชื่อ
สำหรับพี่  ครูเป็นแค่สื่อกลางคอยให้ความรู้  ส่วนความคิดนั้น เราก็ต้องให้เค้าคิดแล้วก็วิเคราะห์เอง จากข้อเท็จจริงที่เราได้ทุ่มเทเอามาให้พวกเขา”
โชคดีที่อาจารย์ท่านนั้นรับฟังอย่างเข้าใจและไม่กระโดดถีบข้าพร้อมยิง M79
7.  หกโมงกว่าๆ ข้าเดินออกจากสีลม
กลุ่มเสื้อหลากสีโห่ร้องขับไล่ผู้ชุมนุมทางฝั่งสวนลุมเสียงดังอึกทึกไปทั่วย่านศาลาแดง
ข้าเบียดแทรกผู้คนเหล่านั้นที่ค่อยๆกรูเข้าถนนพระรามสี่ได้อย่างยากลำบาก
พร้อมกับคำว่า “เหี้ย!”  “ชิงหมาเกิด!”  “สัตว์!”  ฯลฯ  ลอยข้ามหัวข้าไปมาอย่างสนุกสนาน
เป็นการ -สบถหมู่- ของบรรดาผู้คนในย่านที่ขึ้นชื่อว่าเจริญแล้วอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย
จนน่านับสถิติเอาไปลง กินเนสส์ บุ๊ค อย่างยิ่ง..
8.  “สังคมบ้านเรามันทำร้ายกันเอง”  ข้าคิดถึงคำพูดของพ่อโจ้อีกครั้ง
 
1. ทั้งๆที่ไม่จำเป็นจะต้องไป 
แต่เมื่อวันศุกร์ข้าก็ยังจะไปที่โรงเรียนอีกให้ได้ 
อาจเป็นเพราะข้านัดพ่อโจ้เอาไว้ 
เลยมาแวะที่โรงเรียนก่อนเพื่อดูว่ามีข้อสอบอะไรให้ต้องตรวจอีก
 
2. แผนการนัดล้มเหลว  อากาศร้อน  และมีการชุมนุมปิดถนนแถวราชประสงค์เลยเถิดมาถึงแยกสีลม  ทำให้การเดินทางไม่สะดวกมากๆ 
ข้าอดหงุดหงิดไม่ได้ เพราะรถเมล์ดันปล่อยให้ข้าเดินตั้งแต่หลังสวนมาจนถึงสีลม
 
3. ข้าแวะซื้อเสื้อที่เซ็นทรัลสีลมก่อนนั่งรถกลับหลังจากอยู่ที่โรงเรียนไม่นานนัก
ให้หลังจากข้าไปประมาณครึ่งชั่วโมง  รถเมล์ที่ข้านั่งเกิดรถติดกระทันหัน
ข้านั่งจับจ่ออยู่ในรถราวสี่สิบนาที  ใครคนหนึ่งเปิดวิทยุจากโทรศัพท์และบอกกับคนในรถว่าเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารแล้ว
หลายคนรีบลงจากรถ  แต่ข้ายังรีรออยู่  คิดว่าอยู่ในรถน่าจะปลอดภัยว่า 
หลังจากนั้นเหมือนมีเศษแก้วลอยมา  ถึงจะไม่โดนรถที่ข้านั่ง แต่คนขับก็ตัดสินใจว่าอยู่ตรงนี้ต่อไม่ได้แล้ว และหันรถกลับ
 
4. ข้าตัดสินใจลงรถแถวสะพานอะไรซักอย่าง  ก่อนเดินตรงมาที่วัดโพธิ์
ที่วัดโพธิ์เหมือนคนละโลกกับข้างนอก  ในวัดโพธิ์มีงานวัด ทุกคนแต่งตัวสวยงามและดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
ข้ารับโทรศัพท์จากแม่แต่ยังไม่ทันจะคุยอะไรกันโทรศัพท์ก็ถูกตัดเสียก่อน
ข้าโทรฯไปหาใครบางคนบอกว่าข้ากำลังหลงอยู่ในวัดโพธิ์  รู้สึกอดสูไม่ได้ว่าตัวเองเคยเป็นเด็กแถวนั้นมาก่อน
 
5. ข้าหลุดออกมาจากวัดโพธิ์ได้สำเร็จ ข้าเดินมาเรื่อยๆและเริ่มหลงทางอีกแล้ว 
ตอนนั้นข้าเจ็บใจตัวเองจริงๆ  ข้าเป็นคนเซ้นท์บอดเรื่องทิศทางมาแต่ไหนแต่ไร 
แต่ข้าก็ยังเบื่อตัวเองที่เป็นแบบนี้เสมอ
 
6. แม่โทรมาบอกว่าพ่อไม่อยู่ที่ฉะเชิงเทรา  ข้ากลัวมากว่าพ่อจะอยู่ที่สนามหลวง  เพราะเหตุการณ์ไม่สู้ดีเลย
มีเสียงดังมากแถวๆราชดำเนิน  ด้วยความอยากรู้ข้าตัดสินใจขึ้นมอเตอร์ไซด์ของใครสักคนที่ข้าแวะถามเหตุการณ์
 
7. เป็นครั้งแรกที่ข้าเจอแก๊สน้ำตาเข้าเต็มๆ มันทั้งแสบ ร้อน และทำเอาน้ำตาไหลพรากไม่หยุด ข้าควักเสื้อในถุงออกมาอุดจมูก
เสียงปืนยาง(หรืออะไรสักอย่าง)ดังมาเป็นระยะ  คนที่โดนระยะประชิดถึงกับเลือดออก  บางคนถึงขนาดหูแหว่งไปเลย
ณ ขณะนั้นข้ารู้สึกว่าตัวเองไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย  เช่นเดียวกับอีกหลายๆคนที่อยู่ตรงนั้น
ใครคนหนึ่งล้ม อีกคนก็เข้ามาแทนที่ 
ทว่าข้าไม่ได้ไปสู้รบกับทหาร  แต่ข้ากำลังจะไปหาพ่อ..
 
8. มีคนลากข้าออกมา
ใครบางคนตะโกนให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหลีกไป  พร้อมกับเสียงเซ็งแซ่ต่างๆนานา ทั้งเสียงปืน เศษแก้ว  และเสียงปะทะ
ข้าออกมาจากวงล้อมนั้นแล้ว นั่งอยู่บนรถกระบะที่กำลังจะไปสมทบกันที่สะพานปิ่นเกล้า
ข้าลงตรงปลายสะพานฝั่งสนามหลวงด้วยเหตุผลที่ว่าข้าอยากนั่งพักและโทรหาใครสักคน
 
9. ข้ากดโทรศัพท์อยู่นานพอสมควร.. ปลายทางเงียบ..
ตอนนั้นข้าเริ่มร้องไห้  ข้าเป็นห่วงพ่อ  ข้าเหนื่อย และติดตากับภาพที่ได้พบเห็น
ข้าสูดหายใจเข้าลึกๆและเดินต่อไปยังสะพานปิ่นเกล้า
 
10. สิ่งที่ข้าเห็นเมื่อถึงกลางสะพานคือ รถทหารสามสี่คันถูกทุบตีด้วยของแข็งจนกระจกแตกละเอียด
ยางโดนปล่อยลมออกจนหมดและมีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากคอยตั้งด่านอยู่ตรงนั้น
 
11. ขาข้าเริ่มไม่มีแรง  ผมยุ่ง  เหงื่อออกทั่วร่างกาย  และรู้สึกคอแห้งผาก
ข้าหยุดเดิน  หันหน้าไปทางโรงพยาบาลศิริราช   หลายๆอย่างทำให้ข้าคิดถึงวันเก่าๆ
วันที่ทำงานอยู่ที่ทูบี  วันที่เคยเดินกลับไปส่งใครบางคนขึ้นรถ  วันที่เคยเดินทอดน่องกินลมกันสองคน
ข้าคิดถึงวันอันแสบสงบเหล่านั้น..
 
12. ข้านั่งลงตรงสนามหญ้าน้อยๆปากทางสะพานพระปิ่นเกล้า 
มีผู้ชุมนุมนั่งอยู่เป็นกลุ่มๆ  อาจเป็นเพราะสีหน้าของข้าเหนื่อยล้าจึงมีคนเดินเอามันแกวมายื่นให้ข้า
มันเป็นวินาทีที่ประหลาด  ..  ข้ารับมันแก้วจากป้าแก่ๆคนนั้น มองมันอยู่เนิ่นนาน 
ข้าไม่เคยเห็นมันแกวเป็นหัวๆแบบนี้มานานมากแล้ว  ภาพที่ชินตาก็คือมันแกวชิ้นขาวๆที่ถูกหั่นและแช่เย็นอยู่ในถุงเรียบร้อยพร้อมหยิบกิน
 
13. ข้าไปนั่งรวมกับผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆที่รู้ว่าใครบางคนกำลังจะไปรอข้าอยู่แถวๆพาต้าปิ่นเกล้า
"ขอนั่งอีกสักพัก"  ข้าคิดในใจ  
แม่โทรมา บอกให้ข้าอยู่ห่างจากราชดำเนิน และบอกกับข้าว่าพ่อยังสอนพิเศษอยู่ที่โรงเรียน
 
14. ผู้ชุมนุมชวนข้าคุย 
ข้าคุยตอบไปตามมารยาท  แต่ต้องยอมรับว่าข้ารู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆ
เป็นครั้งแรกที่ข้าเชื่ออย่างจริงจังว่าจริงๆแล้วคนไทยรักกัน
เราเป็นคนอ่อนโยนและมีชีวิตที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยให้มีนิสัยติดตัวมาแบบนี้ตั้งแต่เกิดเป็นส่วนใหญ่
ไม่รู้ว่าเว่อร์เกินไปหรือเปล่า  .. แต่ข้าคิดแบบนี้จริงๆ
 
15. ข้ามุ่งหน้าเดินต่อ  เจ็บเท้ามาก  แต่ก็ต้องเดินต่อไป
 
16. ข้าขึ้นรถ…  ตัดสินใจไม่ได้เล่าอะไรให้ใครฟัง
และทำตัวให้เหมือนปกติ  ยิ้ม หัวเราะ ร่าเริง
ทั้งๆที่ข้าอยากร้องไห้เหลือเกิน
 
17. เรามาถึงร้านหมูกระทะอาเหล็งช้ากว่าพีและแบงค์อยู่นานพอสมควร
ข้าไม่มีโอกาสเล่าให้ตาลฟังเลยว่าข้าเจออะไรมา  "ช่างเหอะ"  ข้าคิด 
รู้สึกเหมือนตลกร้ายนิดๆ ถ้าหากข้าบอกว่า  "เห้ย   ข้าเพิ่งฝ่าดงตายมาเพื่อกินหมูกระทะกับพวกเจ้านะว้อย ฮ่า ฮ่า"
 
18. เราไปต่อกันที่คาราโอเกะ
อดเซ็งนิดๆไม่ได้ที่ไม่ได้ดู ชัตเตอร์  ไอร์แลนด์
ข้าไม่มีอารมณ์ร้องเพลงเพราะอะไรหลายๆอย่างยังคงติดตาและอยู่ในความรู้สึก
 
19. วันรุ่งขึ้น  ราชดำเนินวันอาทิตย์ช่างแตกต่างจากวันเสาร์
ข้าเดินเงียบๆลัดมาจนถึงสนามหลวงก่อนเดินขึ้นสะพานปิ่นเกล้า
ลมเย็นๆพัดเข้ามาทำให้ข้าหายเหนื่อย
ก่อนจะได้กลับบ้านโดยการขึ้นรถ 124 ที่พาต้า (อีบ้านี่เดินเท้าไปพาต้ามาสองวันและ _ _ll )
 
20. ข้าเช็คเมลเป็นอย่างแรก  เพื่อนสองคนปฏิเสธที่จะไปเที่ยวกับข้าพร้อมบอกความในใจบางอย่าง
"อย่าส่งรูปพวกนั้นมาให้เค้าดูอีก  เค้าบอกแล้วไง  เพราะทุกครั้งที่ดูเค้ารู้สึกว่าแกอยู่คนละโลกกับพวกเค้า"  ใครคนหนึ่งเขียนข้อความในเมล
"เค้ารู้สึกว่าแกไกลออกไปทุกที  เค้าไม่กล้าเดินกับแก  แกไฮโซไปป่าววะ"  ใครอีกคนหนึ่งส่งข้อความมาในเมลเดียวกัน
บลา ..   บลา..  บลา..
 
เหี้ย.. กูเนี่ยนะไฮโซ
 
21. วันนี้ไปบริจาคเลือดมา
พยาบาลลากตัวข้าไปชั่งน้ำหนัก  ก่อนบอกว่า "หนูบริจาคไม่ได้นะจ๊ะ  เค้าต้องน้ำหนัก 45 กิโลฯ ขึ้นไป"
เศร้าแต๊ๆ แม้ไม่ทาอะไร V_V
 
22. ข้าคิดถึงเพื่อน  อยากมีเพื่อน  เหงา  เบื่อ  เซ็ง  ช็อค 
 
23. มีคนใช้คำว่า -เกินไป- กับข้า
ครั้งแรก :
ดี เกินไป
สูง เกินไป
น่ารัก เกินไป
 
ครั้งหลัง :
sensitive เกินไป
เรื่องมาก  เกินไป
เอาแต่ใจตัวเอง  เกินไป
 
แต่ไม่มีใครบอกข้าเลยว่า
เหนื่อย  เกินไป
ทำอะไรให้เยอะ  เกินไป
เป็นห่วง  เกินไป
เอาใจใส่  เกินไป
 
 
เอาเถอะ..
ข้าได้พยายามทำทุกอย่าง อย่างเต็มที่แล้ว
ขาดๆ เกินๆ  ก็ขออภัยแล้วกัน..
 
ยิ้มๆ ไว้เว้ยไอ้จุ๋มมมมมม !!!!!!!!!  ^ ^ 
 
 
 
 
24. ขอบคุณทุกคนในสเปซนะ
สวัสดีปีใหม่ไทยกันทุกๆคนค่ะ
พักหลังๆมานี้ฉันคิดถึงอะไรมากมาย
อย่างแรก.. ฉันคิดถึงสเปซเมื่อสองปีก่อนมาก
คิดถึงเพื่อนสองคนแรกของฉัน  นั่นก็คือ โจ้  และ ฮัด
(ขออนุญาตไม่เรียกฮัดว่า – พี่- นะ เพราะเรารู้จักกันแบบเพื่อนมาตลอดสองปี)
และคิดถึงการที่ตัวเองมานั่งขีดๆเขียนๆอะไรต่อมิอะไรอย่างเป็นบ้าเป็นหลังทุกวันติดกันหลังจากช่วงเวลาเลิกงาน
เป็นชุมชนเล็กๆที่แสนอบอุ่นและทำให้ฉันมีความสุขทุกครั้งที่ได้แวะเวียนเข้าไปคลุกคลีด้วย
ฉันคิดถึงศรีราชา..
เมืองที่มอบทุกอย่างให้กับฉัน
ทั้งมิตรภาพที่แท้จริง  งานการที่ทำให้เห็นโลกกว้าง บรรยากาศที่ร่มรื่น  และ ความรัก
ฉันคิดถึงร่างเฉาๆของตัวเองหลังกลับมาจากบริสเบรนและล้มลงบนโซฟาเก่าๆในหอ
คิดถึงอินโดนีเซียที่เต็มไปด้วยผู้คนและแสงแดด (รวมทั้งแผ่นดินไหว)
คิดถึงพี่นิดเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ที่คอยหาขนมมาให้
คิดถึงเก๋เพื่อนสนิทที่เช่าอยู่ห้องข้างๆที่ชอบชวนกินมาม่า
คิดถึงแม่ ย่า และป๋า  ที่เคยมาปูที่นอนนอนอยู่ในหอพักแห่งนี้
คิดถึงเพื่อนข้างหอทุกคนที่ใจดีเหลือเกิน
คิดถึงเอย์จิ เจ้านายของฉันที่ตอนนี้แทบจะไม่ได้ติดต่อกันอีก
..
ทุกๆอย่างกำลังค่อยๆผ่านไป
ฉันกำลังเดินใกล้ความตายเข้าไปทีละปี  ทีละปี พร้อมๆกับที่มันฉุดลากอดีตของฉันให้ห่างไกลยิ่งขึ้น
เหมือนกับตอนที่ตัวเองนั่งรถไฟแล้วเลือที่จะนั่งเบาะที่หันหลังให้กับทางข้างหน้า
เรื่องราวเก่าก่อนค่อยๆเลื่อนหางออกไป จนวันหนึ่งมันจะกลายเป็นแค่เพียงจุดเล็กๆ
..
อีกไม่กี่วันข้างหน้า
เรื่องราวเหล่านี้มันจะกลายเป็นอดีตอีก
สเปซที่ฉันกำลังพิมพ์  วันเวลาแสนสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน และอื่น ๆ อีกมากมาย
ฉันใจหาย  อยากจะกอปรเก็บช่วงเวลาและทุกเหตุการณ์นั้นไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง
แน่นอน.. ว่ามันไม่สามารถทำได้
แต่ฉันยังจะรักทุกอย่างได้ทุกวัน
 
 
 
สำหรับใครที่ดูหนังบ่อยๆหรือเป็นแฟนคอหนังต่างประเทศตัวยง  คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักชื่อของสองพี่น้องโจเอล และ อีธาน  โคเอน เป็นแน่ 
ด้วยความสามารถที่มีไม่ว่าจะเป็นการกำกับภาพยนตร์,โปรดิวเซอร์,ตัดต่อ,เขียนบท หรือแม้แต่กำกับภาพ
และด้วยผลงานที่มีให้ผู้ชมต่อเนื่องยาวนานมาตลอดยี่สิบปี ทำให้หนังของสองพี่น้องโคเอนต่างถูกยอมรับจากทั้งแฟนๆหนังและเวทีรางวัลมามากมาย  
แต่นั่นไม่สำคัญเลยเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ได้ดูหนังของสองพี่น้องคู่นี้ด้วยตัวเอง
 
นี่เป็นหนังของพี่น้องโคเอนที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียน 
ซึ่งหวังว่าใครที่เผลอเข้ามาอ่านอาจจะทำให้อยากดูขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย (ประโยคจบยังกะเขียนรายงานแน่ะ) 
 
—————————————————————–  >>
 

  

 
1. FARGO (1996)
เจอร์รี่ (วิลเลี่ยม เฮช  เมซี่) พนักงานขายรถในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง วางแผนจับเมียตัวเองเรียกค่าไถ่ จากพ่อตาผู้ร่ำรวย
แต่เรื่องกลับบานปลาย เมื่อการลักพาตัวใครสักคนมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเจ้าโจร ที่ดูเหมือนทำตัวฉลาด แต่สร้างปัญหาให้มากมาย
โดยจากเรื่องเล็กๆกลายเป็นเรื่องใหญ่  อีกทั้งยังมีนายอำเภอหญิงท้องแก่ ที่คอยสืบหาความเป็นมาของเรื่องทั้งหมดให้ยุ่งเหยิงอีลุงตุงนังเข้าไปอีก

เครดิต : หนังถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 7 รางวัล  รวมถึง รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย

……
 
  
 
2. O Brother, Where Art Thou? (2000)
เรื่องราวในหนังดัดแปลงมาจาก The Odyssey ของ โฮเมอร์   ว่าด้วยเรื่องราวของ เอเวอร์เร็ต  ยูลิซีส  แม็คกิล (จอร์จ คลูนี่ย์) 
หนุ่มนักโทษชาวใต้ที่หว่านล้อมเพื่อนนักโทษอีกสองคนให้แหกคุกออกมาด้วยกันโดยอ้างเรื่องเงินก้อนโตที่ถูกซ่อนไว้เป็นตัวล่อ 
ตลอดการเดินทางที่แสนยาวไกลและมากปัญหา   ทั้งสามได้พบและพ่วงหนุ่มนักดนตรีบลูส์ผู้แร่ร่อน 
ซึ่งได้ขายวิญญาณให้กับซาตานเพื่อแลกกับพรสวรรค์ของเขาไปด้วย รวมเป็นสี่หน่อ
 
ด้วยความต้องการที่จะได้เงิน  ทำให้ทั้งสามเกลอจับพลัดจับผลูเข้าสู่สถานีวิทยุท้องถิ่นแห่งหนึ่ง
และบันทึกเพลงภายใต้ชื่อวง  เดอะ ซ็อกกี้  บ็อท่อม บอยส์  นั่นเองที่ทำให้พวกเขาหลายเป็นดาวรุ่งเพียงฃั่วข้ามคืน 
โดยที่ชาวมิสซิสซิปปี้ต่างค้นหาตัวจริงของเจ้าของเพลงอันใสซื่อวงนี้กันทั้งเมือง
 
เครดิต :  แม้จะไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือกลับมาจากออสการ์ แต่ Ost. ของเรื่องเก๋ามากๆ หยิบมาฟังได้ไม่เบื่อ แถมหนังยังสนุกมากๆอีกต่างหาก
……
 
  
 

3. The Man Who Wasn’t There (2001)
เหตุการณ์เริ่มขึ้นในเมืองเล็กๆ อันสงบชื่อซานตาโรซ่า รัฐแคลิฟอร์เนียช่วงปี 1949 หนังเล่าเรื่องผ่านตัวเอกชื่อ เอ็ด เครน (บิลลี่ บ็อบ ธอร์นตัน)
ช่างตัดผมผู้เงียบขรึม เขาทำงานในร้านตัดผมร่วมกับพี่เขย แฟรงค์ (ไมเคิล บาดาลุคโค) ซึ่งมีอุปนิสัยตรงข้ามกัน
ขณะที่แฟรงค์ชอบการสนทนาถกปัญหาต่างๆกับลูกค้า แต่เอ็ดซึ่งนอกจากจะไม่ค่อยพูดแล้ว เขายังไม่ค่อยทำอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากการตัดผม
ชีวิตของเขาราบเรียบไร้สีสัน ทุกย่างก้าวของเขาปราศจากอารมณ์ คล้ายคนที่กำลังเดินละเมอผ่านชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จิตวิญญาณ
 
คืนหนึ่ง เอ็ดกับ ดอริส (ฟรานเชส แม็คดอร์มานด์) ภรรยาของเขา ซึ่งทำงานเป็นเสมียนบัญชี ให้กับห้างสรรพสินค้าประจำเมือง
ได้เชิญเจ้านายของเธอ เดฟ (เจมส์ แกนดอลฟินี่) และภรรยามาร่วมทางอาหารค่ำ ดอริสกับเดฟพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
ทำให้เอ็ดเริ่มสงสัยว่า บางทีภรรยาของเขาอาจกำลังมีชู้
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาตอบโต้ของเอ็ด ณ ตอนนั้น คือการนิ่งเฉย และมองไปที่คนทั้งคู่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
 
แต่แล้ว ชีวิตราบเรียบของเอ็ดก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อชายแปลกหน้าช่างพูดชื่อ คริกตัน ทอลลิเวอร์ (จอน โพลิโต้)เดินเข้ามาใช้บริการในร้านตัดผม
และพูดพล่ามเกี่ยวกับธุรกิจร้านซักแห้ง ซึ่งมีลู่ทางดีสำหรับการลงทุน และแน่นอนว่าจะสร้างกำไรได้มหาศาล
แต่ทว่าคลิกตันยังขาดหุ้นส่วนกับเงินลงทุนอีก 10,000 ดอลล่าร์ เอ็ดเสนอตัวกับทอลลิเวอร์ว่า เขาสามารถหาเงินจำนวนนั้นได้ภายในเวลาอันสั้น
 
ทางลัดของเอ็ดคือ การส่งโน๊ตลึกลับไปแบล็คเมล์เดฟ เพื่อเรียกร้องเงิน 10,000 ดอลล่าร์ ซึ่งเดฟก็รู้ดีว่า หากข่าวชู้สาวแพร่กระจายออกไป
ย่อมส่งผลต่อหน้าที่การงานและชีวิตสมรส ด้วยเหตุนี้เขาจึงยอมจ่าย แต่แล้วเหตุการณ์ก็ผลิกผันนำไปสู่ความรุนแรงที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
เดฟเสียชีวิต ทำให้ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง และกลับกลายเป็นว่า ดอริสกลายเป็นผู้ต้องสงสัย
เพราะมีหลักฐานว่า ทั้งผู้ตายและดอริสร่วมมือกันโกงบัญชีของห้างสรรพสินค้า
เอ็ดกลัวภรรยาจะถูกตัดสินประหารชีวิต จึงต้องจ้างทนายฝีมือดีมาว่าความให้
กระนั้นการณ์ต่างๆ ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ ..มีคนตายเพิ่มขึ้น ..มีอุบัติเหตุร้ายแรง ..มีโศกนาฏกรรม
 
เครดิต : หนังเท่มาก  โดยเฉพาะตอนดูเป็นเวอร์ชั่นขาวดำ (อันนี้มันคอมเม้นท์เจ้าของเอ็นทรี่นี่หว่า -,- " )
…….
 
    
 
4. No Country for Old Men (2007)
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อลูเวลลิน มอสส์ (จอช โบรลิน) ออกไปล่าสัตว์ในพื้นที่รกร้างของรัฐเทกซัส
แต่เขากลับพบกลุ่มรถปิคอัพในพื้นที่ห่างไกลที่เกลื่อนไปด้วยศพ โดยมีเฮโรอีนและเงินสดจำนวน 2 ล้านดอลล่าร์วางอยู่หลังรถ
ด้วยความโลภมอสส์ฉวยเอาเงินไป และกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
แต่แล้วกลางดึก  ด้วยจิตสำนึกด้านดีของเขา ทำให้เขาย้อนกลับไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยชีวิตคนที่ยังรอดตายอยู่
เคราะห์ร้ายที่กลุ่มองค์กรเจ้าของเงินกลับมาที่เกิดเหตุเพื่อทวงของคืน ทางองค์กรจึงส่งชิเกอร์ (ฮาเวียร์ บาร์เด็ม) มือสังหารโรคจิตสุดโหด 
ที่ฆ่าคนได้เพียงทายหัวก้อยผิด การไล่ล่าสุดระทึกนอกกฎหมายจึงเกิดขึ้น
โดยที่นายอำเภอประจำเมือง (ทอมมี่ ลี โจนส์) ผู้พิทักษ์กฎหมายที่แม้จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำเสมอ
แต่เขากลับไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์นี้ได้ทันท่วงทีแม้สักครั้ง
เพราะ(บ้าน)เมืองนี้  ..ไม่มีที่สำหรับคน (เก่า)แก่ อีกต่อไปแล้ว
 
ส่วนตัว : หนังทำได้ดีมาก  พี่น้องโคเอนเล่นกับผู้ชมโดยการทำลายความคาดหวัง (ในการเห็นฉากต่อไปและผลลัพท์บางอย่าง) ซะยับเยิน 
             โดนเฉพาะตอนจบที่ทำให้อึ้งกิมกี่ และคาราวะในฝีมือของสองพี่น้องผู้นี้มากขึ้นไปอีกหลายเท่า
 
เครดิต :  หนังได้รางวัล  ผู้กำกับยอดเยี่ยม,ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ภาพยนตร์สร้างมาจากนวนิยายยอดเยี่ยม
              และนักแสดงบทสมทบยอดเยี่ยม จากเวทีออสการ์
……
 
  
 
5. A Serious Man (2009)
เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ผู้แสวงหาทางออกของชีวิตในยุคที่เสียงเพลงของวงเจฟเฟอร์สัน แอร์เพลนดังกระหึ่มอยู่ในวิทยุ
และภาพยนตร์ชุด F-Troop ยังคงออกอากาศทางโทรทัศน์ นั่นคือปี ค.ศ. 1967
 
แลร์รี่ จ็อพนิค (ไมเคิล สทูห์ลบาร์ก) ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยมิดเวสเทิร์นอันเงียบสงบ
เพิ่งรู้จากปากของภรรยา จูดิธ (ซารี เลนนิค) ว่าเธอกำลังจะทิ้งเขาไปหาชายคนใหม่ ซาย เอเบิลแมน (เฟรด เมลาเมด)
ผู้ที่ดูเหมือนจะมีอนาคตที่มั่งคั่งมั่นคงกว่าตัวเขา แต่นี่ยังไม่ใช่ปัญหาเดียวที่แลร์รี่ต้องเผชิญ เมื่อรอบกายเขายังมีอา เธอร์ (ริชาร์ด ไคนด์)
พี่ชายถังแตกผู้เอาแต่นอนแกร่วอยู่บนเก้าอี้นวม, แดนนี่ (แอรอน วูล์ฟ) ลูกชายจอมขี้เกียจผู้มีปัญหาเรื่องระเบียบวินัยที่โรงเรียน
และซาราห์ (เจสสิกา แมคมานุส) ลูกสาวผู้ชอบฉกเงินจากกระเป๋าสตางค์ของพ่อ
 
ระหว่างที่จูดิธและซายกำลังสุขสำราญ กับชีวิตส่วนตัวของพวก เขา อาเธอร์ก็กลายมาเป็นภาระหนักอก ของแลร์รี่มากขึ้นๆ ทุกวัน
หนำซ้ำยังมีมือดีส่งบัตรสนเท่ห์ มาโจมตีเรื่องการทำงานของเขาในมหาวิทยาลัย รวมถึงการที่นักศึกษาคนหนึ่งพยายามติดสินบนเขาเพื่อให้สอบผ่าน
แค่นี้ยังไม่พอ แลร์รี่ยังต้องทนทรมาน กับการที่สาวสวยข้างบ้านมานอนเปลือยกายอาบแดดให้เขาเห็นเป็นประจำ
เมื่อปัญหาต่างๆ รุมเร้ารุนแรงมากขึ้นทุกขณะ แลร์รี่ต้อง รีบรุดไป ขอคำแนะนำจากแร็บไบสามท่าน ผู้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
แต่ใครเล่าจะช่วยรักษาอาการป่วยใจของแลร์รี่ และทำให้เขาหลุดพ้นจากการเป็น ‘ผู้ชายอมทุกข์คนหนึ่ง’ ได้
 
เครดิต : หนังเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2010
…….
 
และปิดท้ายกันด้วย Logorama แอนิเมชั่นเจ๋ง เพลงเพราะและไอเดียดีสุดๆ
เจ้าของรางวัล  best animated shorted film  จากออสการ์ 
–  — จัดไปเลย 2 ตอน  ตั้งแต่ต้นจนจบ — –
 
 :: Logorama  ::
 
     
 
   
————————————————————————————————
 
อ้างอิง :
www.loadmovieseries.com
www.siamzone.con
http://en.wikipedia.org
www.imdb.com
http://oscar.go.com
www.rottentomatoes.com
 
*ปล. เพื่อนคนหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่าตัวเองเป็นเหมือนกับ Old Men
ผู้เขียนเองก็อยากบอกกับเพื่อนคนนั้นว่า ผู้เขียนรักเพื่อนคนนั้นเพราะเขาเป็น "Old Men"  นี่แหละ
 
                
 
คดีวอเตอร์เกต 
 
เรื่องเกิดขึ้นในปี 1972
เริ่มต้นจากความคิดของอดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอรายหนึ่งที่ต่อมาเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
ให้กับประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน  (สังกัดพรรครีพับลิกัน) เพื่อกลับเข้ามาครองตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอีกสมัย
ได้ว่าจ้างขโมย 5 คนเพื่อบุกเข้าไปขโมยเอกสารรวมทั้งติดเครื่องดักฟังทางโทรศัพท์ในที่ทำการพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นพรรคคู่แข่ง
ณ สำนักงานใหญ่อาคารวอเตอร์เกต (the Watergate complex) ริมแม่น้ำโปโตแมค กรุงวอชิงตันดี.ซี. ด้วยการใช้เงิน 250,000 ดอลลาร์
แต่ทว่ายามที่โรงแรมกลับพบจุดผิดสังเกตและโทรเรียกตำรวจเป็นผลให้โจรทั้ง 5 ถูกจับกุมพร้อมหลักฐานมัดตัว
 
ต่อมาตำรวจพบว่า บรรดาคนที่ถูกจับเหล่านี้หาใช่โจรกระจอกไม่
เพราะแต่ละคนต่างทำงานให้แก่สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ)ทั้งสิ้น
โดยชายทั้ง 5 ได้รับคำสั่งให้บุกเข้าไปขโมยข้อมูลที่พรรคเตรียมไว้เพื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่แข่งกับริชาร์ด นิกสัน เจ้าของตำแหน่งเดิม
ในตัวผู้ต้องหาคนหนึ่งมีเบอร์โทรศัพท์ของที่ปรึกษาประจำทำเนียบขาว
และในบัญชีของผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งมีเงิน 25,000 เหรียญ ที่ขึ้นด้วยแคชเชียร์เช็คประทับตรา
นอกจากนั้นเอฟบีไอยังเจอบันทึก  มีชื่อย่อที่อาจหมายถึงทำเนียบข่าวก็ได้ เช่น W.House และ W.H (White House)
 
การขุดคุ้ยและเปิดโปเรื่องของคดีวอเตอร์เกตจึงเริ่มต้นนับตั้งแต่จุดนั้นและนำไปสู่การเปิดเผยความจริง
ว่ามีการรู้เห็นสมรู้ร่วมคิดกันปกปิดความลับในทำเนียบขาว และใช้วิธีสกปรกโดยการดักฟังคู่แข่งเพื่อเป็นข้อมูลในการหาเสียง
เป็นเหตุให้ริชาร์ด นิกสัน ประกาศลาออกต่อหน้าสาธารณะชน  และได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ลาออกจากตำแหน่งก่อนหมดวาระ
 
ว่ากันว่า เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐเท่านั้น  แต่ยังเกี่ยวพันกับความถูกต้อง ระบบยุติธรรม
การทำงานของนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ การปกป้องและรักษาความลับของแหล่งข่าวซึ่งถือเป็นจรรยาบรรณประการหนึ่งที่หนังสือพิมพ์จะต้องมี
รวมไปถึงระบบการเมืองอเมริกันที่จะต้องจำกัดการใช้เงินรวมทั้งเปิดเผยที่มาของเงินบริจาคแก่พรรคการเมืองอีกด้วย
 
———————————————————-
 
หากในภาพยนตร์เรื่อง All the president’s men (Alan J. Pakula) นั้นกล่าวถึงเรื่องราวของสองนักข่าว
วูดเวิร์ด (Robert Redford) และเบิร์นสตีน (Dustin Hoffman) ซึ่งร่วมกับขุดคุ้ยคดีวอเตอร์เกตกันอย่างเอาเป็นเอาตายจนเปิดโปงได้สำเร็จ
Forst/Nixon ของ
รอน ฮาร์เวิร์ด (Apollo 13,A Beautiful Mind,The Da Vinci Code,Angels & Demons) กลับเลือกที่จะเล่าเรื่องราวหลังจากนั้น
โดยใช้เหตุการณ์ทางการเมืองเป็นเพียงแค่ฉากหลังและมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางจิตใจและการเชือดเฉือนอารมณ์เป็นหลัก
ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ดิ้นรนของชายสองคนที่ราวกับแต่ละฝ่ายเป็นด้านคู่ขนานของกันและกัน
นั่นก็คือ เดวิด  ฟรอสต์ (
Michael Sheen) พิธีกรรายการท็อคโชว์ผู้ทะเยอทะยาน กับริชาร์ด นิกสัน (Frank Langella) ประธานาธิบดีผู้อื้อฉาว
 
หนังเปิดเรื่องด้วยภาพที่เกี่ยวกับคดีวอเตอร์เกตและฉากตัดสินคดีของสำนักอัยการสูงสุด
ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นใหม่ของหนังอีกเรื่อง
ขณะที่ประธานาธิบดีริชาร์ด  นิกสันกล่าวคำอำลาต่อหน้าสื่อมวลชนในทำเนียบขาว
อีกฝากหนึ่งของโลก  เดวิด  ฟรอสต์  ยืนอยู่หน้าจอโทรทัศน์ 
จับจ้องวินาทีประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับผู้คนนับล้าน   พร้อมกับความคิดบางอย่างที่แล่นพล่านอยู่ในหัว
 
ในอีกสองสัปดาห์ต่อมา.. 
เดวิด  ฟรอสต์  ไม่รอช้าที่จะยื่นข้อเสนอให้กับโปรดิวเซอร์ของเขา จอหน์ เบิร์ต (Matthew Macfadyen)
ว่าด้วยเรื่องการหาทางพยายามสัมภาษณ์ริชาร์ด นิกสัน
 
ในที่สุดแม้จะเจอกับปัญหามากมาย 
ทว่าการได้สัมภาษณ์ประธานาธิบดีนิกสันออกอากาศก็เกิดขึ้น
…..
 
รอน ฮาร์เวิร์ด ถ่ายถอดเรื่องราวของหนังได้อย่างกระชับรัดกุม  มีจังหวะจะโคนพอเหมาะ 
หนังไม่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์กับฉากสิ้นเปลืองไร้เหตุผล (จนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผีมือของผกก.Da Vinci Code)
แต่ละฉากช่วยกันส่งเสริมและบอกเล่าความเป็นไปของตัวละครต่างๆ(ที่แสดงดีมาก)ได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมีมิติ 
 
ฉากที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดและทำให้ผู้เขียนลืมไม่ลงเลยก็คือ
ฉากที่นิกสันโทรศัพท์หาฟรอสต์กลางดึกในคืนก่อนวันสัมภาษณ์ปิดท้าย
นิกสันพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า ;
"ต่อให้เราบินสูงขนาดไหน  พวกเขาก็ยังดูถูกเราอยู่ดี"
ทำให้พอจะเข้าใจได้ว่าทั้งฟรอสต์และนิกสันนั้นอาจไม่แตกต่างกันเลย
พวกเขามาจากชุมชนชั้นล่าง  ครอบครัวและชีวิตมีปัญหา
ตะเกียกตะกายเพื่อให้อยู่จุดสูงสุด  และสุดท้าย ..ต้องการการยอมอย่างแท้จริง
บางทีการที่ทั้งสองโคจรมาพบกัน
นอกจากจะเป็นการทำเพื่อตอบสนองความทะเยอทะยานของตัวเองแล้ว
เป็นไปได้ว่า  สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือการต่อสู้กับด้านที่ลึกที่สุดในตัวตนของตนเองของทั้งสองฝ่ายต่างหาก..
 
โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนมองว่า Frost/Nixon คือหนังเพียงไม่กี่เรื่องของรอน ฮาร์เวิร์ด ที่ตรึงให้ผู้เขียนอยู่หน้าจอ
จดจำทุกอย่าง  และดูซ้ำไปซ้ำมาได้อย่างไม่เบื่อ
 
FROST/NIXON :
 

 
 
ปล. นิดนึง — แอบชอบสำเนียงอังกฤษของ Matthew Macfadyen อ่ะ (>,<)

——————————————————————————————————————————-
 
*ข้อมูล
en.wikipedia.org
www.imdb.com
www.oknation.com
blog.eduzones.com/bluesky/25721
www.apacnews.net
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 32 other followers