– 今日のことは忘れられないよ –

IMG_5302

วันหยุดอันน้อยนิดที่ผ่านมา
เราหอบเอาหนังสือออกไปถ่ายรูปเล่นที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ
ระหว่างที่ถ่ายรูป จู่ๆก็มีเจ้าหมาตัวนึงมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ
มันนั่งลงเงียบเชียบก่อนเอาจมูกชื้นดุนหนังสือของมูราคมิ
แล้วขบที่มุมด้านบนของหนังสือเบาๆ Σ(´д`;)
พอมันละจากหนังสือ (::^ω^::)  เจ้าหมาก็กลิ้งตัวไปมาอย่างเกียจคร้าน
มันเล่นใบไม้ใบหญ้าไปเรื่อย จนเราอดไม่ได้
ต้องหันมาใช้เวลาเล่นกับมันอยู่ใหญ่ (´▽`)
แอบคิดในใจว่า ถ้าพามันกลับบ้านได้ก็คงดี
.. แต่ก็ได้แค่คิด น้องหมาอาจมีคนสำคัญรออยู่ในที่ของมันก็เป็นได้
เราอาจแค่ผ่านมาเจอกัน สร้างความประทับใจให้กันชั่วครู่ยาม
แล้วก็ต่างคนต่างกลับไปในที่ที่พวกเราต่างฝ่ายต่างจากมา 

หลังจากที่ถ่ายรูปได้มากจนพอใจแล้ว
เราหอบหนังสือกลับไปเก็บที่รถ
ก่อนใช้เวลาสักพักเดินเล่นบริเวณนั้นไปเรื่อยๆ
พระอาทิตย์ใกล้หล่นลงตรงขอบแม่น้ำเต็มที 
ท่ามกลางผู้คนที่มากันเป็นครอบครัวบ้าง เป็นคู่บ้าง 
เราอยู่ที่นั่นเดียวดาย มองแม่น้ำที่พัดเอาผักตบชวากอใหญ่
เคลื่อนไปอยู่อีกฝากแบบเงียบๆ 
รู้สึกดีมากกับช่วงเวลาที่เรานิ่งแช่อยู่ ณ ตอนนั้นอย่างบอกไม่ถูก 
นานมาแล้ว .. เรามั่นใจว่าเคยรู้สึกดีกับการใช้ชีวิตแบบนี้แน่ๆ 
แต่มันก็นานมากจนเราจำเหตุการณ์สุดท้ายที่รู้สึกอิ่มเอมอยู่ในใจแบบนี้ไม่ได้แล้ว
จู่ๆก็นึกถึงคำพูดหนึ่งของ อาร์เธอร์ โชเพนเฮาเออร์ ขึ้นมาได้   
 
“อาจเป็นเรื่องยากในการค้นพบความสุขในตัวเราเอง  
แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะค้นพบความสุขนั้นในที่อื่น”
 

คำกล่าวนี้ช่างจริงแท้

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

เอาจมูกมาดุนๆแล้วก็ขบเบาๆ IMG_5277

:: 500 ล้านปีของความรัก ::

ve

– 500 ล้านปีของความรัก –

ตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้มา
ในตอนที่ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนรักมันใกล้จะมาถึงทางตัน
ในช่วงวันแรงงาน วันหยุดยาวที่ใครหลายคนพากันกลับบ้าน
เราขลุกตัวอยู่ในร้านหนังสือ ยืนอ่านอยู่นาน
จนตัดสินใจพาเล่มนี้กลับมาที่คอนโดด้วยแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน
ด้วยความหวังที่ว่าเราจะเข้าใจใครสักคนมากขึ้น
อยากพัฒนาให้มันดีขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตาม
เพราะอะไรที่มันเสีย มันพัง
เราอยากที่จะซ่อมมันให้ถึงที่สุดก่อน มากกว่าที่จะโยนทิ้ง

ยิ่งอ่านไปเรายิ่งค้นพบว่า หนังสือวิทยาศาสตร์เล่มนี้
อธิบายถึงต้นตอของพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ได้ดีทีเดียว
ไม่ใช่แค่ในเรื่องของความรัก ความสัมพันธ์แบบชู้สาวเท่านั้น
แต่ยังหมายรวมถึงพฤติกรรมอื่นๆที่ติดตัวเรามาด้วย
ทุกอย่างมีที่มาที่ไป มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง
มีเหตุและมีผล ที่ทำให้พฤติกรรมหนึ่งๆเกิดขึ้นมาได้
ถ้าพูดในแง่ของธรรมชาติที่สร้างสรรค์มนุษย์คนหนึ่งขึ้นมา
ความรู้ที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรม
ของเพศตรงข้ามหรือแม้แต่เพศเดียวกันกับเราได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

บางอย่างเป็นผลพวงมรดกตกทอดจากสิ่งที่ธรรมชาติเป็นตัวกำหนด
และหลายๆอย่างเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้น
ฮอร์โมน ยีน ดีเอ็นเอ สิ่งเร้าจากภายนอก
เรื่องราวเหล่านี้ถูกเรียงร้อยออกมาให้อ่านง่ายแล้วก็เพลินจนวางไม่ลง
มันสนุกตรงที่เราอ่านแล้วพยายามมองตัวเองไปด้วย
เข้าใจตัวเองมากขึ้นไปด้วยว่าธรรมชาติของเพศสภาพนี้เป็นยังไง
ทำไมผู้ชายถึงมีนิสัยแบบนั้น? ทำไมผู้หญิงถึงมีนิสัยแบบนี้?
ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น? ทำไมเธอถึงทำแบบนี้?
จุดก่อกำเนิดเล็กๆส่วนหนึ่งนั้นเริ่มมากจากสารเคมีเล็กๆมากมาย
ที่อยู่ในร่างกายเรานี่เอง
ทุกๆอย่างอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้

แน่นอน.. ว่าความสัมพันธ์แบบคู่รักมันเป็นเรื่องของคนสองคน
เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “คู่รัก”
เพราะฉะนั้นคนเพียงคนเดียวจึงไม่สามารถทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้
มีคนเคยกล่าวไว้ “ตราบใดที่คู่ของคุณคือเพศตรงข้าม
คุณต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของเขา ไม่อย่างนั้นเปลี่ยนไปกี่คนก็ไม่รอด”

และต่อให้อ่านหนังสืออีกสักกี่สิบกี่ร้อยเล่ม
หากคู่รักของคุณไม่ใช่นักพัฒนาความสัมพันธ์
และไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้มันดีขึ้น
การอยู่คนเดียวโดยมีความสุขอย่างสมบูรณ์
และปล่อยให้คนที่เรารักไปมีความสุขตามทางของเขา
จึงเป็นทางออกที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

ใครเคยอ่าน Men Are from Mars, Women Are from Venus
แล้วคิดว่ามันมีประโยชน์ ก็น่าจะชอบหนังสือเล่มนี้เช่นกัน smile emoticon

5 October

2554808944_e60edc388b_o

เมื่อวานตอนขับรถกลับบ้าน ฉันคิดว่า สี่ปีที่ผ่านมา
ฉันอาจะไม่เคยรู้จักเขาเลยจริงๆก็ได้
ในหัวฉันตีกันวุ่นวายตอนเห็นเขาสวีทกับคนรักใหม่
ใจหนึ่งก็นึกโกรธเขา เหยียดหยามเขา
ที่เขาทำตัวเหมือนกับเด็กเห่อของเล่นไม่ต่างจากที่เคยทำกับฉัน

แต่อีกใจ ฉันคิดว่า พวกเขาอาจจะไปกันได้ด้วยดีจริงๆก็ได้
เขาที่ฉันเคยรู้จัก กับเขาตอนที่เป็นอยู่ตอนนี้คงเป็นคนละคน
หรือไม่ฉันก็อาจะไม่เคยรู้จักเขาเลย
โลกแค่เจียดเวลาส่วนหนึ่งหมุนโคจรให้เรามาเจอกัน แล้วก็หมุนผ่านไป
บางคืนฉันตื่นกลางดึกเพราะฝันถึงเขา ภาพเก่าๆวนเวียนจนยากข่มตาหลับ
แต่บางวันฉันกลับลืมเขาสนิทใจ ลืมว่าเคยมีเขาอยู่ในชีวิต
แล้วหลายๆครั้ง หลายๆวัน ฉันอาจลืมคนโน้นคนนี้
อาจทำใครตกหล่นโดยไม่ได้แม้แต่จะใส่ใจ
เหมือนที่ฉันเคยบอกกับคุณ ว่าฉันจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
ว่าคนที่ฉันเคยพูดคุยด้วยเมื่อหกปีก่อนนั้นคือใคร
ราวกับว่าฉันทำเขาตกหล่นไปจากความทรงจำอย่างถาวร

– RUSH –

1890380_705756026113580_1744463138_o

RUSH(2013)

1.หนังสร้างมาจากเรื่องจริงของนักแข่งรถ F1 ชื่อดังในช่วงปลายยุค 70s โดยเป็นเรื่องราวของนักแข่งชาวอังกฤษ เจมส์ ฮันท์ (คริส เฮมเวิร์ท; THOR) และ นักแข่งชาวออสเตรีย นิกิ เลาดา(แดเนียล บรูห์; GOODBYE, LENIN) ที่มีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ต่างฝ่ายต่างใช้อีกฝ่ายเป็นตัวขับเคลื่อนให้ตัวเองเข้าใกล้ความฝัน

2.แม้ RUSH ของปีเตอร์ มอร์แกน จะทำให้เรารักได้ไม่เทียบเท่ากับ Queen, The Damn United หรือว่า Frost/Nixon แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะปฏิเสธว่านี่คือหนังที่ดีที่สุดอีกเรื่องที่ได้ดูในช่วงนี้ มอร์แกน เกลี่ยน้ำหนักของบทหนังได้ดี ทั้งเรื่องความไม่สมบูรณ์พร้อมของความเป็นมนุษย์ทั้งเลาดา และ ฮันท์ ที่ทั้งเคารพและเกลียดขี้หน้ากันอย่างสุดขั้ว แต่สุดท้ายต่างกลายเป็นเติมเต็มซึ่งกันและกัน ทั้งกีฬาแข่งรถ F1 ที่ชีวิตแขวนอยู่บนความตายทุกขณะ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ต่างๆที่ร้อยเรียงขมวดปมให้อยู่ในเวลาสองชั่วโมง มอร์แกนทำได้เยี่ยมจนแทบไม่มีช่วงให้รู้สึกเบื่อ แถมพอดูจบ บทสนาบางบทยังคงติดอยู่ในหัว และทำให้ได้คิดอะไรอีกมากมาย

3.รอน โฮเวิร์ด คุมโทนหนังได้ดี การลำดับเรื่องราว เปลี่ยนฉากสลับไปมา การแพนกล้องเพื่อจับความรู้สึกนักแสดง ตรงนี้โฮเวิร์ดใช้ภาพเล่าเรื่องราวได้ดีมาก โดยเฉพาะบรรยากาศในสนามแข่งและมุมมองของนักแข่งต่อวิสัยทัศน์ในสนามที่เห็น ภาพหลายๆภาพเล่าเรื่องได้ดีกว่าคำพูด ฉากหนึ่งที่น่าจดจำคือฉากการแข่งรถท่ามกลางฝนตก การมองสนามผ่านละอองน้ำที่ท่วมฟุ้งผ่านกระจกหมวกกันน็อค การหลบหลีกรถคันแล้วคันเล่าในสนาม การต่อสู้กับความกลัว ฉากเหล่านี้เป็นอะไรที่ทำให้เราไม่มีวันลืม

4.แดนเนียล บรูห์ ในบทของ นิกิ เลาดา แสดงดีจนน่าใจหาย บรูห์ทำให้เราทั้งเกลียดเลาดา ในความที่เป็นคนไม่ละเอียดอ่อนในเรื่องการสื่อสารกับผู้อื่น ขาดแคลนอารมณ์ขัน และดูจริงจังตลอดเวลาและทั้งสงสาร เห็นใจ ไปจนถึงเคารพในความเป็นคนมุ่งมันซื่อตรงของเขาไปในคราวเดียว ดูจบ ออกจะเสียดายนิดๆที่ไม่เห็นชื่อของ บรูห์ ติดโผสมทบชายจากออสการ์ปีนี้ แต่เอาจริงๆนะ รางวัลจะไปสำคัญอะไร?

5.ในฉากสุดท้าย เลาดา กล่าวกับ ฮันท์ว่า “คนฉลาดตักตวงประโยชน์จากศัตรู ได้มากกว่าคนโง่ได้ประโยชน์จากมิตร” ความเกลียดชังไม่ใช่สิ่งสามานย์ เราทำให้มันสวยงามได้ถ้าเรียนรู้จากมัน

ปล.ภาพจริงของ นิกิ เลาดา(L) และเจมส์ ฮันท์

– The unbearable lightness of being –

s

“เราไม่มีทางที่จะทดสอบได้ว่าการตัดสินใจอันไหนดีกว่ากัน เพราะไม่มีบรรทัดฐานอะราให้เป็นข้อเปีนยเทียบ เรามีชีวิตผ่านทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่มันจะผ่านเข้าปราศจากคำเตือนล่วงหน้า เหมือนนักแสดงที่เกิดเป็นหวัดกลางคัน แล้วชีวิตจะมีค่าอะไรเล่า หากการซ้อมละครชีวิตครั้งแรกคือชีวิตจริงนั่นเอง? นั่นคือเหตุผลที่ชีวิตเปรียยเสมือนภาพวาดโครงร่างคร่าวๆเสมอ ไม่ใช่หรอก ‘ภาพวาดโครงร่าง’ ยังเป็นคำที่ไม่ตรงเสียทีเดียว เพราะภาพวาดโครงร่างคือเค้าโครงของอะไรบางอย่างเป็นต้นแบบ สำหรับภาพจริง ส่วนภาพวาดโครงร่างที่เป็นชีวิตของเรา เป็นภาพวาดโครงร่างที่ไม่เป็นรูปร่างเลย เป็นเค้าโครงที่ไม่มีรูปจริง”

มินลาน คุนเดอรา : The unbearable lightness of being (ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต)

13 March 2012

Processed with VSCOcam with t1 preset

วันนี้เก็บห้อง..
เจออะไรต่างๆมากมาย
รูปภาพเก่าๆ,สมุดจดข้อความ,
ไดอะรี่ที่เลิกเขียนไปเมื่อไหร่ไม่รู้
ของขวัญที่ใครบางคนซื้อให้
ผ้าพันคอ ตั๋วหนังที่สีเริ่มจาง ฯลฯ

เคยมั้ย ที่เราคิดถึงอะไรมากจนบางครั้งก็เป็นความโหยหา
คิดถึงคน คิดถึงเหตุำการณ์ที่ผ่านมา
ถามว่า เราอยากจะกลับไปเป็นแบบวันนั้นอีกมั้ย
บางเหตุการณ์เราจะตอบโดยอัตโนมัติว่า ‘ไม่’
เราพอใจกับทุกวันนี้ และการได้พบเจอกันผู้คนในแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

บางครั้ง ความคิดถึงมันก็ไม่มีสาเหตุ
เช่นการที่เราคิดถึงใครสักคน มันไม่ได้หมายความว่าเรายังรักเค้าอยู่
หรือการคิดถึงเหตุการณ์บางเหตุการณ์
มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากที่จะกลับไปจุดนั้น

อาจเป็นแค่ความทรงจำเก่าๆ เป็นความทรงจำสีเทา
ที่ครั้งนึงมันเคยทำให้เรามีความสุขมากเท่านั้นเอง

3 Times 1

“1. รถติด.
หลังของคุณแนบนิ่งอยู่กับเบาะหนังสีครีม
เท้ายังคงค้างเติ่งอยู่บนแป้นเบรกและคันเร่ง
หน้าปัดดิจิตอลแสดงผลว่าเป็นเกียร์ว่าง
และเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้วที่คุณติดอยู่บนท้องถนน

คุณทอดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ
รถยนต์หลายคันทอดตัวเรียงรายเหยียดยาวจนดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
ทุกคันต่างหยุดนิ่งให้กับอะไรสักอย่างที่ไม่มีแม้โอกาสให้ล่วงรู้
ร่วมชะตากรรมแห่งการรอคอยอันหาจุดจบไม่ได้อยู่บนถนนเส้นเดียวกัน

เสียงเพลงเดิมๆ ดังวนเวียนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มันเปล่งร้องต่อเนื่องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“แสงจันทร์” ขอบเบโธเฟ่นคลืบคลานเนิบช้าครอบคลุมไปทั่วทั้งรถ
คล้ายเพลงบรรเลงประกอบความไม่ไหวติงของท้องถนนอย่างน่าเย้ยหยัน

2. ฝนตก.
ฝนเม็ดแรกร่วงลงบนส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
เกิดเสียงกระทบเล็กๆขึ้นก่อนที่จะกลายเป็นเสียงระรัวจากกองทัพฝนกลุ่มก้อนใหญ่
มันดึงความคิดคุณให้ออกจากท้องถนน  ผู้คน
และเชฟโรเล็ตรุ่นล่าสุดที่จอดนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้า
ลากห้วงคิดอันกระจัดกระจายของคุณให้กลับมามีระเบียบอยู่ภายใต้หลังคารถสีเทา

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว
แสงไฟสีส้มสาดส่องแทนที่แสงอาทิตย์ที่ถูกเฆมบังจนกลายเป็นสีดำสลัว
กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ดูเหมือนท้องถนนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจัดการกับตัวเองได้
คุณจึงใช้มือซ้ายสอดซีดีแผ่นใหม่เข้าไปในช่องเล่นเครื่องเสียง
เพลงบทใหม่เริ่มขับขานพร้อมไปกับรถที่ค่อยๆเคลื่อน

นั่นเป็นครั้งแรกที่คุณรู้สึกว่าฝนตกไม่ใช่เรื่องที่น่าขัดใจนัก
เสียงฝนสอดรับท่วงทำนองทุ้มต่ำของเพลงในรถ
กลายเป็นทำนองที่เสนาะหูแสนประหลาด
คุณเคลิ้บเคลิ้มและปลดปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับแสงไฟ เสียงเพลงและสายฝน
แล้วจู่ๆคุณก็คิดถึงการเล่นเปียนโน  โน้ตเพลงบางเพลง  และเธอ..

3. ลืมเลือน.
นานมาแล้วที่เธอเคยยืนรอคุณอยู่ตรงหน้าประตูยามที่คุณมาถึง
เธอแย้มยิ้มขณะที่คุณเดินเข้ามากอด พร้อมกับเ่อ่ยคำต้อนรับกลับบ้าน
คุณวูบไหวกับอิริยาบถของเธอที่่ทำให้คุณหลงไหล และพร่ำบอกเธอว่ารัก
คุณรู้สึกว่าอยากจะจับมือเธอไว้อย่างนี้ สัญญากับเธอ ว่าจะมีกันจากนี้และตลอดไป

แล้วคุณก็ถอนหายใจ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดที่วันเช่นนั้นไม่ได้หวนกลับมาอีก
เนิ่นนานเท่าไรที่ความวาบหวาม ร้อนรุ่ม ตื้นตัน
กลายเป็นเพียงความเฉยเมยเยียบเย็น
คุณไม่รู้หรืออาจลืมไปแล้วว่าแท้ที่จริงความรักเป็นสิ่งที่มีไว้ใช้
ไว้สื่้อให้ผู้รับได้เห็น ไว้แสดงออกกับใครคนหนึ่ง คนนั้น

คุณค่อยๆถอดรองเท้าเปื้อนคราบฝน  วางไว้ที่เดิมอย่างคุ้นชิน
ไฟทุกดวงในบ้านต่างขดตัวหลับสบายอยู่ภายใต้ความมืดมิด
คุณไล่กดเปิดมันทีละดวง  ปลุกให้มันตื่นอย่างไม่ใยดี
ก่อนทิ้งตัวไร้เรี่ยวแรงลงบนโซฟาหนานุ่ม

ทุกๆอย่างเงียบงัน
ความว่างเปล่าอ้าแขนต้อนรับคุณ
และคุณก็โอบรัดมันกลับด้วยความเดียวดาย”